ทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis)

ทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis)

22 พฤษภาคม 2018 Off By Thongsing

โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) คือโรคที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สามารถทำได้แค่เพียงบรรเทาและลดอาการ ในหลายๆกรณี อาการจะไม่สามารถมองเห็นได้ โชคร้ายที่ในสังคมนั้น มีความเชื่อแบบผิดๆว่า นี่คือโรคติดต่อ แต่คุณต้องปฏิเสธความเชื่อเหล่านั้น เนื่องจากคุณไม่สามารถติดโรคนี้ได้ สำหรับสาเหตุของโรคนั้น จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน

โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) มาจากที่ใด? อะไรคือสาเหตุ?

ปัจจุบันมีอยู่หลายทฤษฎีที่กล่าวถึงสาเหตุของอาการข้างต้น แต่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถยืนยันด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือวิจัยทางการแพทย์ได้ หนึ่งในทฤษฎีดังกล่าวระบุว่า นี่คือโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง อาการดังกล่าวจึงเกิดจากการที่ ร่างกายทำการโจมตีเนื้อเยื่อตัวเอง ด้วยสาเหตุใดๆก็ตามที่ไม่แน่ชัด และอีกทษฎีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเท่าเทียมกันกล่าวว่า โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) นั้นเป็นโรคในครอบครัว ส่งต่อกันมาจากพ่อแม่ถึงตัวลูก

อาการของโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) เป็นเช่นไร?

อาการจะแสดงออกเมื่ออายุระหว่าง 10 ถึง 40 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอาการจะไม่แสดงกับผู้ที่มีอายุน้อยหรือมากกว่า อาการแรกของโรคคือ สะเก็ดสีแดง-น้ำตาล ซึ่งมาในรูปแบบต่างๆ และดูผิดแปลกจากผิวหนังที่ปกติอย่างเห็นได้ชัด มักเกิดขึ้นที่บริเวณ หัวเข่า ข้อศอก หรือบริเวณปลายกระดูกสันหลัง ที่แก้มก้น มือ หรือ เท้า บริเวณพื้นผิวที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น จะเกิดเกล็ดสีออกเงินๆขึ้นปกคลุม ซึ่งจะก่อตัวเป็นชั้นๆ เกิดจากการระบาดของเคอราโทซิส (keratosis) การเปลี่ยนแปลงนั้น จะเพิ่มขึ้นตามเวลา อีกทั้งโรคสะเก็ดเงินนั้น จะมีการแสดงให้เห็นบนเล็บ ในรูปแบบของร่องรอยที่ยากต่อการสังเกตุ เล็บที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ จะเปราะบาง มีสีออกเหลือง และแยกเป็นชั้นๆ

โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) รักษาอย่างไร?

การรักษาที่ใช้กับอาการนี้มักเป็นการรักษาภายนอก การทานยานั้นมักใช้เพียงเมื่อการรักษาภายนอกไม่ได้ผลตามที่ต้องการ เมื่อเริ่มต้นการรักษานั้น คุณต้องกำจัดเกล็ดสีเงินๆออกด้วยวิธีทางเภสัชวิทยา หรือด้วยการใช้ยานั่นเอง สำหรับขั้นตอนนี้ จะมีการใช้ส่วนผสมระหว่าง สารคีราติน (keratolytic) และ กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) ก่อนการทำความสะอาดผิวหนัง จะมีการบำรุงด้วยครีมอย่างเช่น cygnoline และ อนุพันธ์ของวิตามิน D ในบางกรณี อาจต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน เพื่อใช้จัดการกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย บ่อยครั้ง ในรูปแบบของการรักษานั้น จะมีการใช้วิธีฉายแสงหรือการฉายรังสีบนผิวหนังด้วย เพื่อให้เห็นผลนั้น ต้องใช้การรักษาที่ประมาณ 20 ครั้ง ซึ่งจะมีความถี่ที่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

นี่คืออาการที่ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถติดต่อได้ แต่ก็สามารถเกิดได้ในทุกๆคนและทุกๆวัย หากคุณสังเกตุเห็นอาการแรกเริ่ม คุณไม่ควรเพิกเฉย การวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็ว และการรักษาอย่างเหมาะสมนั้น อาจทำให้อาการนั้นสามารถปกปิดได้อย่างแท้จริง